ดูหนังอะไร ตอนไหนเหมาะสมที่สุด? จัดแจงนาฬิกาชีวิตของคุณให้มีประโยชน์

ดูหนังออนไลน์ เคยสงสัยมั้ยว่า จะเปิด ดูหนังผ่านเน็ต สักเรื่อง หรืออ่านหนังสือดีๆสักเล่ม ในช่วง รุ่งเช้า สาย บ่าย เที่ยงตรง จะให้ดีควรจะทำเวลาไหน หนังแนวนี้เหมาะสมกับช่วงเวลาไหน จำต้องเลือกทำเวลาใดให้เหมาะกับสภาพร่างกายรวมทั้งสมอง โดยมากแล้วพวกเรามักจะพบแต่ว่าคำเสนอแนะว่า ควรจะทำอะไร หรือควรจะทำเช่นไร กลับไม่ค่อยมีคนพอใจเรื่องเวลาว่าเราควรทำตอนไหน ฟังดูอาจจะสลับซับซ้อนไปสักนิดสักหน่อยใช่มั้ยล่ะท่านผู้ชม แต่ยังไงก็ไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจใจใป เรามีทริคดีๆเกี่ยวกับ การจัดการนาฬิกาชีวิตให้มีคุณประโยชน์ มาแนะนำทุกคน ทดลองกระทำตามนี้มอง ขณะไหนควรทำอะไรเลือกดูหนังแนวใด แล้วจะคิดว่าจิตใจมันแฮปปี้ดีเลิศจริงๆ

ผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยที่จะทำให้คุณใช้นาฬิกาชีวิตให้มีคุณประโยชน์
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยชิ้นใหม่พบว่า ‘เวลาเหมาะสมที่จะทำทุกๆอย่างขึ้นกับชีวภาพและฮอร์โมนของพวกเรา’ วิทยาศาสตร์เรียกในตอนที่เหมาะสมนี้ว่า chronobiology หรือ นาฬิกาชีวิต โดย ดร.ไมเคิล บรูส (Dr. Michael Breus) นักจิตวิทยาสถานพยาบาลแล้วก็แพทย์ผู้ที่มีความชำนาญด้านการนอนหลับจาก American Academy of Sleep Medicine เขียนหนังสือ The Power of When โดยเชื่อว่าการทำงานร่วมกับนาฬิกาธรรมชาติของร่างกายเป็นกุญแจสำคัญที่จะก่อให้เกิดการบรรลุเป้าหมายสำหรับเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ

เคยสงสัยไหมว่าเราควรจะเลือกทำอะไรตอนไหนถึงจะเป็นผลดี
โดยมากแล้วพวกเราชอบเจอแม้กระนั้นข้อเสนอแนะว่า ควรจะทำอะไร หรือควรจะทำยังไง แต่ไม่ค่อยมีคนพอใจเรื่องเวลาว่าเราควรจะทำตอนไหน ซึ่งความเป็นจริงแล้ววิทยาศาสตร์มีคำตอบสำหรับประเด็นนี้ เนื้อหาเล็กน้อยในหนังสือ The Power of When โดยระบุว่า ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับชีวภาพและก็ฮอร์โมนของเรา โดยด้านวิทยาศาสตร์เรียกเวลาสมควรนี้ว่า chronobiologyหรือ นาฬิกาชีวิต
ดร.ไมเคิล บรูส (Dr. Michael Breus) นักจิตวิทยาคลินิกและก็นายแพทย์ผู้ชำนาญด้านการนอนหลับจาก American Academy of Sleep Medicine คนเขียนหนังสือเล่มดังที่กล่าวมาข้างต้นมั่นใจว่าการทำงานร่วมกับนาฬิกาธรรมชาติของร่างกายเป็นกุญแจสำคัญที่นำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายสำหรับเพื่อการทำงานต่างๆเขาพูดว่า นาฬิกานี้ถูกฝังอยู่ในสมองของคุณตั้งแต่คุณยังเป็นเด็กทารก ไม่แน่ว่าถ้าเกิดคุณทดลองยึดแบบนาฬิกาชีวิตตามแบบข้างล่างนี้ ก็อาจช่วยให้การดำเนินชีวิตของตัวคุณเองราบรื่นได้ไม่น้อย

ตอนที่ดีเยี่ยมที่สุดในการศึกษาสิ่งใหม่ๆ
ดร.ไมเคิล บรูส ระบุว่าขณะของการเรียนสิ่งใหม่ๆของคนเราจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่ออยู่ในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แล้วก็ 16.00-22.00 น. เนื่องด้วยสมองจะอยู่ในตอนที่พร้อมเปิดรับสิ่งต่างๆเยอะที่สุด
หนังที่เหมาะสมแก่การดูในเวลานี้เป็น Sci-Fi Movies (หนังวิทยาศาสตร์) Documentaries (หนังสารคดี) Adventure (หนังแนวผจญภัย)
เวลาที่ช่วงเวลาที่ไม่ควรจะทำความเข้าใจ หรือขวนขวายอะไรให้เข้ามาในสมองเป็นช่วง 04.00-07.00 น. เนื่องจากตรงเวลาที่สมองพักผ่อน หนังที่ไม่เหมาะสมแก่การดูในขณะนี้ War (หนังสงคราม) และ Thriller Movies (หนังแนวตื่นเต้น)

เวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเพื่อการระดมความคิด
โดยมากแล้วคนเรามักจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยมากขณะที่พวกเราอยากสูงที่สุด มันก็คือระยะเวลา 11.00-15.00 น. ซึ่งเป็นตอนเวลาทำงานตามปกติของคนธรรมดาทั่วไป แต่ดร.บรูส กลับพบว่าช่วงเวลาที่ความคิดริเริ่มจะดำเนินการได้ดีที่สุดกลับเป็นช่วงเวลาที่พวกเราเริ่มรู้สึกล้า รวมทั้งสมองเริ่มฟุ้งซ่าน เพราะว่าสมองทางด้านซ้ายรวมทั้งทางขวาจะเชื่อมต่อกันและกระตุ้นความคิดใหม่ๆโน่นอาจซึ่งก็คือตอนเวลาบ่ายๆรวมทั้งในเดี๋ยวนี้ยังเหมาะแก่การดูหนัง Fantasy (หนังแนวผสมจินตนาการ) และ Musicals Movies (หนังเกี่ยวกับเพลง) ให้สมองทางด้านซ้ายได้โลดแล่นเติมจิตนาการเต็มที่

เวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ
บ่ายวันศุกร์เป็นช่วงเวลาดีๆที่สุดเนื่องจากวันศุกร์เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ซึ่งชอบเป็นวันที่ปฏิบัติงานได้อย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ แม้กระนั้นคนโดยส่วนใหญ่กลับอารมณ์ดี ดูหนังใหม่ เนื่องจากว่าพรุ่งนี้จะได้พักผ่อน ก็เลยเป็นช่วงๆเวลาที่สมควรสำหรับในการจะขออะไรทำอะไร บางสิ่งเพิ่มหรือบางทีก็อาจจะขายสินค้าก็ย่อมได้ ส่วนวันที่ควรหลีกเลี่ยงสูงที่สุดเป็นตอนเช้าวันจันทร์ เนื่องจากว่าคนโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในอารมณ์เครียดและรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ดูหนังออนไลน์ฟรี นอกเหนือจากนั้นยังตรงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการ ดื่มกาแฟ เขียนนวนิยาย และยังรวมไปถึงตอนที่คุณต้องมีเซ็กซ์ และระยะเวลานี้ยังเหมาะสมแกการดูหนัง Comedy (ภาพยนตร์ตลก) ,Family (หนังครอบครัว) ,Animation (หนังการ์ตูน) ,Romance (หนังโรแมนติก) แล้วก็ Erotic (หนังคนแก่)

การศึกษาและทำการค้นพบฟังก์ชันต่างๆของนาฬิกาชีวิตบางทีอาจไม่ได้การันตีความหมายสำเร็จเสมอ แต่มันสำคัญเป็นอย่างมากแม้คุณต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การทำงาน หรือเรียนหนังสือ การดูหนัง การพักผ่อนหย่อนใจให้เห็นผลออกมายอดเยี่ยมบนฐานรากของร่างกายที่สอดคล้องกัน อย่าลืมนำทริคดีๆแบบนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันนะคะ

ลำโพงดูหนังอยู่บ้านเลือกอะไรดี ระหว่าง Sound bar กับ Home Theater

หนังออนไลน์ ต้องการ ดูหนังออนไลน์ อยู่บ้าน อยากได้ระบบเสียงชัดจัดเต็มแบบโรงหนัง คอหนังแบบเราต้องมีลำโพงแบบเริ่ดๆใช่มั้ยล่ะ แล้วก็ถ้าหากกล่าวถึงลำโพงดูหนังอยู่บ้านไม่มีใครไม่นึกถึง Sound Bar หนังออนไลน์ กับ Home Theater เพราะทั้งคู่นั้นเป็นลำโพงดูหนังอยู่บ้านที่มอบพลังเสียงได้ครบบริบรูณ์มากกว่าลำโพงจำพวกอื่นแล้วก็เนื่องในสถานการณ์เดี๋ยวนี้ที่มีการระบาดโควิด-19 จึงทำให้คนอีกจำนวนไม่น้อยอยากเปลี่ยนแปลงจากการดูหนังในโรงภาพยนต์มาเป็นดูหนังในบ้านแทนจึงนำมาซึ่งการทำให้ขณะนี้ยอดจำหน่ายของ Sound Bar กับ Home Theater พุ่งกระฉูด วันนี้เราจึงมีสาระเกี่ยวกับ Sound Bar กับ Home Theater มาบอกให้ผู้ที่อยากรู้ว่าลำโพงดูหนังอยู่บ้านเลือกอะไรดีล่ะ ระหว่าง Sound bar กับ Home Theater

Sound Bar ดูหนังออนไลน์ (ซาวด์บาร์) คืออะไร?
ซาวด์บาร์ ก็คือลำโพงชนิดหนึ่ง สถานที่ทำงานราวการเอาลำโพงหลายๆใบมาใส่รวมไว้ในเคสยาวๆแปลงเป็นลำโพงทรงแท่ง ที่มองดูผิวเผินแล้วหลังจากนั้นก็เค้าหน้าไม่ราวกับลำโพงแบบเก่าที่เรารู้จักดีกันสักเยอะแค่ไหน
Home theater (โฮมเธียเตอร์) เป็นอย่างไร
โฮมเธียเตอร์ Home theater หรือ Home cinema เป็นระบบภาพยนตร์สำหรับในการใช้งานในบ้าน โดยรวมเอาระบบเครื่องเสียง รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์แสดงภาพเข้าด้วยกัน การใช้งานภาพชอบระบบฉายภาพ โดยมีเครื่องฉายและก็หน้าจอ หรือทีวีจอใหญ่ หรือทีวีความแหลมคมชัดสูง การถ่ายทอดประสิทธิภาพเสียงนั้นอาศัยระบบเสียงรอบทิศทาง ที่มีความน่าวางใจสูง หรือระบบไฮไฟ

สรุปแล้วเลือกอะไรดีล่ะ ระหว่าง Sound bar กับ Home Theater

– คอนโดพื้นที่น้อยให้จัด Sound Bar
คุณลักษณะเด่นของ Sound Bar คือการตำหนิดตั้งในพื้นที่จำกัด นอกเหนือจากการที่จะมีน้อยชิ้นแล้วตำแหน่งของการวางลำโพงก็ยังง่ายอย่างยิ่ง เพียงแค่ติดให้อยู่กึ่งกลางโทรทัศน์แค่นั้น สบาย ตอบโจทย์ห้องสไตล์คอนโด หรือห้องดูหนังที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
– Sound Bar ให้ตำแหน่งเสียงพูดได้ดีมากว่า
การวางลำโพงไว้ตรงกลาง ทำให้เสียงพูดแล้วก็เสียงเบสกระจ่างแจ้งเสมอกัน ซึ่งตำแหน่งของเสียงบอกที่ดีจะต้องอยู่ตรงกลาง ด้วยเหตุดังกล่าว ถ้าดูหนังกับเพื่อนๆแล้วต้องการจะให้ทุกคนได้ยินเสียงพูดชัดแจ๋วตรงกันทั้งหมดทั้งปวง เลือก Sound Bar ได้เลย!!
– เรื่องมิติของเสียงซ้ายขวาก็ต้อง Home Theater
ลำโพง Sound bar ที่มีลักษณะรูปทรงยาว ทำให้ระยะห่างของเสียงซ้ายรวมทั้งขวาอยู่ใกล้กันมากยิ่งกว่าลำโพงที่วางแยกซ้ายรวมทั้งขวา ด้วยเหตุนี้ หากคุณต้องการฟังเพลงอย่างมีอรรถรส โดยมีการแยกมิติของเสียงซ้าย-ขวาที่กระจ่าง ลำโพงแบบ Home Theater จะเหมาะกับคุณที่สุด
– ความงดงามก็จำต้องคำนึง
ผู้ใดกันที่ติดอกติดใจชุดเครื่องเสียงกระหึ่มแบบจัดเต็มคงจะชอบใจกับความสวยสดงดงามอลังการของ Home Theater ที่ให้ความรู้ความเข้าใจสึกเหมือนชูโรงภาพยนต์มาเอาไว้ภายในบ้าน แต่ว่าหากใครอยากได้ความสวยแบบมินิมอล Sound bar ก็หรูได้เช่นเดียวกัน

11 หนังที่ให้แง่คิดศึกษาค้นพบความหมายของชีวิต เพื่อผ่านความทุกข์ที่ช่วง

ดูหนังใหม่2020 ใครกันแน่กำลังหา ดูหนังผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ให้แง่คิดของชีวิต ในช่วงกักตัวจากไวรัสวัววิดแบบงี้ ต้องตามมาทางนี้ เพราะเราจะมาชักชวนทุกคนดูหนังที่ให้แง่คิดค้นพบความหมายของชีวิต หลายท่านบางทีอาจจะเคยได้ฟังคำบอกเล่าที่ว่าการดูหนังดีๆสักเรื่อง ดูหนังhd สามารถทำให้วิญญาณของเราสะอาดขึ้น เพราะฉะนั้น หลายๆครั้งการศึกษาถึงแนวทางของการจัดการกับปัญหาชีวิต พวกเราสามารถใช้บทเรียนบางอย่างที่อยู่ในหนังมาประยุกต์ใช้กับตนเองได้ และในตอนท้าย แม้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงกับหนังสักเรื่องบางครั้งก็อาจจะช่วยเหลืออะไรพวกเราไม่ได้ก็ตาม แต่ว่าอย่างต่ำพวกเราก็มั่นใจว่าช่วงเวลาของหนังที่มีแง่มุมด้านบวกสักเรื่องนั้นตั้งแต่เริ่มฉายจนถึงตอนสุดท้าย จิตใจของพวกเรากำลังถูกปลอบประโลมทีละน้อยไปในตัว อย่างไม่ต้องสงสัย

1. The Martian (2015) เดอะ มาร์เชียน กู้ตาย 140 ล้านไมล์
ภายใต้แรงกดดันที่เกิดขึ้นในชีวิตของ มาร์ก วัตนีย์ หนึ่งในกลุ่มนักบินอวกาศขององค์การนาซานั้นคงจะไม่มีผู้ใดเอาจริงเอาจังเท่าอีกแล้ว นั่นคือการที่เขาต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้บนดาวอังคารเพียงคนเดียว และแง่คิดสำคัญของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตัวมาร์กบอกกับทุกคนว่า “ณ จุดใดจุดหนึ่ง ทุกอย่างจะล้มเหลวใส่คุณ ทุกอย่างจะผิดพลาดจนกระทั่งคุณบอกว่า นี่แหละ นี่เป็นจุดสิ้นสุดของฉัน ขึ้นกับว่าคุณจะยอมแพ้หรือจะยืนขึ้นสู้ คุณแค่เริ่มต้น คิดคำนวณ ไขปัญหาแรกให้ได้ และหลังจากนั้นก็ค่อยแก้ปัญหาถัดไป แล้วหลังจากนั้นก็ต่อไป เมื่อคุณแก้ไขปัญหาได้มากพอเพียง ท้ายที่สุดคุณจะได้กลับบ้าน”

2. Love Letter (1995) ถามรักจากสายลม
ภาพยนตร์ที่ใช้บรรยากาศของหน้าหนาวที่มีหิมะตกหนักมาเป็นตัวแทนของความเปล่าเปลี่ยวในใจของ ฮิโรโกะ วาตาทุ่งนาเบะ รวมทั้งความเจ็บนั้นก็ถูกเยียวยาโดยสิ่งที่ไม่คาดคิด สิ่งนั้นคือจดหมายตอบกลับที่เธอลองเขียนถึงสามีของตนเองที่เพิ่งเสียชีวิตไปจากอุบัติเหตุ โดยส่งมาจาก อิตสึกิ ฟูจิอิ เพศหญิงที่ชื่อและชื่อสกุลเช่นเดียวกับชายคนรักของคุณโดยบังเอิญ เมื่อหญิงสาวทั้งคู่ที่หน้าตาเหมือนกันราวกับฝาแฝดได้มาเจอะกัน ความลับในอดีตที่หลบอยู่ภายในห้องสมุดของโรงเรียนมัธยมที่ข้างชายเคยเรียนก็เบาๆถูกคลี่คลาย ฮิโรโกะก็ได้เจอกับการก้าวข้ามความเจ็บของชีวิต ส่วนอิตสึกิ (หญิง) ก็เจอกับความอบอุ่นในชีวิตเสมือนแสงแดดจากฤดูใบไม้ผลิ

3. The PURSUIT of HAPPYNESS (2006) ยิ้มไว้ก่อนบิดาสอนไว้
ภาพยนตร์ชี้แจงชีวิตจริงของ คริสโตเฟอร์ การ์ดเนอร์ มหาเศรษฐีพันล้าน ซึ่งก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ได้จำเป็นต้องฝ่าฟันอุปสรรคเยอะมากที่ต่างมารุมกระตุ้นเขาจนถึงกับจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ข้างในห้องน้ำสาธารณะกับลูกชายซึ่งเป็นราวกับความสบายเดียวในชีวิตของเขา ก่อนที่จะสิ่งนั้นจะเป็นคติสอนใจว่า แม้จะเสียใจแค่ไหนก็ตาม แต่หากเรามองหาความสบายที่แอบหลบอยู่ในมุมมืดได้ สิ่งนั้นจะเป็นเหมือนแสงสว่างดวงจันทร์กลมโตที่ทำให้คุณอบอุ่นในค่ำคืนอันมืดสนิทอย่างสิ้นสงสัย

4. Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ลบคุณ…ให้ไม่ลืมเลือน
ถ้าเกิดเราลืมความเจ็บปวดได้ คงดีไม่น้อย แต่ในชีวิตจริงไม่มีผู้ใดลืมได้จริง ต่อให้ โจเอล บาริช ชายที่ลบความทรงจำที่มีด้วยกันกับแฟนสาวคนเก่าที่เขาเคยรัก แต่เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง ก็พบว่าความจำนั้น ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึงความหมายของชีวิตแต่งงาน และความเจ็บปวดไม่ใช่วาระสุดท้ายของความเกี่ยวเนื่อง แถมยังสามารถทำให้ทั้งคู่เยียวยากันและกัน และเติบโตในความเกี่ยวเนื่องต่อไปได้

5. 50/50 (2011) ฟิฟตี้ ฟิฟตี้ ไม่ตายก็รอดวะ
ภาพยนตร์ขึ้นหิ้งสายดราม่าน้ำตาซึม ที่บอกเล่าเรื่องราวของอดัม เด็กหนุ่มผู้ใช้ชีวิตหายใจทิ้งไปวันๆเนี่องจากเขาเป็นมะเร็งจึงไร้ซึ่งสิ่งจูงใจอะไรก็ตามสำหรับการมีชีวิตต่อ ทำให้ไคล์ เพื่อนซี้คู่กาย เริ่มเชิญชวนเขาไปทำอะไรสนุกๆมุทะลุสารพัด ก่อนที่จะนั่นจะแปลงเป็นข้อคิดสำคัญว่า ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เราเกิดขึ้นมากาลครั้งหนึ่งในชีวิตจะมานั่งเศร้าใจไปเพราะอะไร การออกไปดำเนินชีวิตให้บันเทิงใจสุดฤทธิ์ตามใจฉัน คงจะคือคำว่าชีวิตได้ดียิ่งไปกว่าการนั่งถอนใจรอคอยความตายอย่างไม่ต้องสงสัย

6. The Secret Life of Walter Mitty (2013) ชีวิตพิศวงของ วอลเตอร์ ไม่ตตี้
เนื่องจากว่าบางโอกาสคุณอาจจะทุกข์ใจอยู่ เพียงแค่คุณอาจจะยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ภาพยนตร์ประเด็นนี้ก็เลยเป็นตัวอย่างของความทุกข์ใจที่ไร้เสียงซึ่งแสดงออกมาได้เป็นอย่างดี และนี่คือเรื่องราวของ วอลเตอร์ ไม่ตตี้ ชายหนุ่มบุคลากรสถานที่ทำงานผู้ใช้ชีวิตไปวันๆก่อนที่จะเขาจะได้โอกาสได้เดินทางไปยังดินแดนอันเหน็บหนาว หงอยเหงา รวมทั้งเงียบกริบ กระทั่งเมื่อเขากลับมายืนที่เดิม ก็พบว่าตามที่เป็นจริงแล้วสิ่งที่เขาเคยมีความรู้สึกว่าพึงพอใจ กลับเป็นความทุกข์ทรมานที่เขาก้มยอมรับได้แล้วต่างหาก

7. The Notebook (2004) รักคุณหมดใจ ขีดไว้ให้โลกจารึก
เรื่องราวของสองหนุ่มสาว โนอาห์และก็อัลลี ที่ได้หลงเสน่ห์กันอย่างหมดหัวใจ กลับต้องถูกเส้นแบ่งเรื่องชนชั้นมาเป็นปัญหาที่มีความสำคัญต่อความรัก จนทำให้ทั้งสองจำเป็นต้องแยกจากกัน ก่อนที่ต่อมาทั้งคู่ได้กลับมาเจอะกันอีกครั้ง ภาพยนตร์หัวข้อนี้ได้บอกให้เราเข้าใจว่า ในที่สุดแล้วความรักในแบบที่ไม่หวังผลตอบแทน เป็นทางออกที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับความทุกข์ที่กำกวม ซึ่งผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมักเรียกว่า ‘ความมุ่งมาด’ (จากความรัก)

8. The Perks of Being a Wallflower (2012) วัยป่วนปั่นหัวใจปึ้ก
นี่คงเป็นภาพยนตร์วัยรุ่นที่เรื่องความทุกข์สะดุดใจรวมทั้งเตะตาพวกเรามากที่สุด ดูหนังฟรีออนไลน์ เมื่อวันหนึ่ง ชาลี เด็กวัยหนุ่มขี้อายที่มีปัญหาการเข้าสังคมได้พบกับแซมรวมทั้งแพทริก สหายกลุ่มแรกในชีวิตที่รอช่วยเหลือเขา ทำให้ชาลีกลายมาเป็นเด็กที่เบิกบานใจอีกครั้ง หนุ่มน้อยทั้งหลายทำให้เรารู้ดีว่า ไม่ว่าใครจะเจอกับปัญหาที่เจ็บปวดแบบไหน หากมีใครบางคนรอยอมรับฟังและก็อยู่ดูแลจิตใจเวลาที่หดหู่ เป็นทางเลือกหลักที่ไม่ต้องนั่งไขปัญหาตามลำพังให้ทรมาทรกรรมกระทั่งเกินรับไหว

9. Begin Again (2013) เนื่องจากว่ารัก เป็นเพลงรัก
หนังหัวข้อนี้แสดงถึงภาพของคนหนุ่มคนสาวในช่วงปัจจุบันที่กำลังเจอกับทางเท้าในชีวิตที่ส่องสว่างเหมือนแสงของดวงสาว เพียงดาวคู่นี้มีดวงหนึ่งที่แสงสว่างค่อยๆริบรี่ลงเพราะเหตุว่าเรื่องของความเชื่อมโยง แล้วก็ชายวัยกลางคนซึ่งไม่ได้แตกต่างกับดาวฤกษ์ที่แสงสว่างในตัวนั้นได้ดับลงไปแล้ว เมื่อดวงดาวสองดวงโคจรมาเจอะกันก็เลยกลายเป็นแรงที่เกื้อกันและก็ช่วยให้แสงสว่างที่ชีวิตของแต่ละข้างกลับมาฉายแสงได้อีกรอบ แม้ในหนังจะมีเพลงซึ้งๆถูกใจอย่าง Lost Stars แต่เพลงที่ทำให้เราปล่อยวางในเรื่องของความเชื่อมโยงได้ก็คือ A Step You Can’t Take Back

10. INSIDE OUT (2015) อัศจรรย์อารมณ์วุ่นวาย
ทำความเข้าใจ ยอมรับ เติบโต พวกเรามอบสามคำนี้ให้กับภาพยนตร์แอนิเมชันหัวข้อนี้ แม้ว่าเบื้องต้นจะมองเหมาะสมกับเด็กๆในเรื่องเกี่ยวกับการรู้เท่าทันรวมทั้งจัดแจงกับอารมณ์ตนเอง แต่ว่าสำหรับผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนหนาวของชีวิตมาก่อน ไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่ว่าสามารถปลอบประโลมใจในวันที่บางอารมณ์หดหู่ หรือปล่อยวางในบางอารมณ์ที่กำลังเดือดวุ่นวายได้ ภาพยนตร์หัวข้อนี้มิได้สอน แม้กระนั้นดึงและคาดคั้นประสบการณ์ร่วม ก่อนจะสะท้อนกลับมาสู่จิตใจ ให้ทำหน้าที่คัดเลือกกรองแล้วก็ตีความหมายอีกครั้ง

11. Anomalisa (2016) ‘คนอื่นๆ’ ที่ต่างกันเช่นเดียวกัน
มนุษย์คืออะไร ความเจ็บปวดคืออะไร การมีชีวิตเป็นอย่างไร และก็เวลาเรามีจำกัด นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราลืม ประโยคต้นๆจากตัวอย่างภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้ที่เชิญให้พวกเราติดตามผู้แสดงนำอย่าง ไมเคิล สโตน ที่พบกับวิกฤตกลางคนไปกระทั่งจบ ผู้ชายที่อุตสาหะดิ้นรนสืบหาความสุขภายใต้หน้ากาก พวกเราตามติดว่าในที่สุดแล้วเขาจะพบกับความสำราญที่เรียกว่าอะไร ความรัก การงาน หรือครอบครัว เราไม่บอก แต่ว่าแค่ทราบดีว่าการไม่หลอกตัวเองรวมทั้งเห็นด้วยให้ได้อาจเป็นยารักษาใจที่เยี่ยมที่สุดแล้ว

วิธีการดูหนังกับกระบวนการทำวิดีโอคอนเท้นต์สู่การเป็นยูทูปเบอร์

หนัง hd เคยรู้มาก่อนมั้ยว่าการ ดูหนังผ่านอินเตอร์เน็ต มองซี่รี่ย์ออนไลน์ อยู่บ้านปกติก็ฝึกหัดความสามารถการทำวิดีโอคอนเท้นต์ต่อยอดการเป็นยูทูปเบอร์ได้ ! ที่สำคัญคือ ต้องดูหนังให้เป็น หนังนอกเหนือจากที่จะมอบความสนุก ผ่อนคลายแล้ว เรายังสามารถเพิ่มมุมมอง ความนึกคิด รายละเอียดต่างๆให้พวกเราได้อีกด้วย ทดลองสังเกตุดูว่าหนังหลายๆเรื่องจัดวางองค์ประกอบ ฉาก แสง สีก้าวหน้าแล้วก็งามมากมาย คนทำหนังทำอย่างไร จัดมุมกล้องถ่ายภาพยังไง หนังแต่ละเรื่องมีแนวคิดอย่างไรสำหรับในการพรีเซ็นท์เรื่องราว ให้น่าดู น่าติดตาม มาลองพิจารณาเนื้อหากลุ่มนี้กัน ตามมาเลย

1. พิจารณาโทนสีที่ใช้
โทนสีที่ใช้ในหนังแต่ละฉาก แต่ละเรื่องจะมีการ Grading สีที่แตกต่างกันออกไป ให้อารมณ์คนละอย่าง วิธีที่ง่ายสุด คือเลือกจำโทนที่ถูกใจไว้เป็นตัวอย่างแล้วลองแกะออกมาใช้ในแบบที่พวกเราถูกใจดู

2. สังเกตอารมณ์
ลองสังเกตุอารมณ์จากหนัง สายตาต่างๆเราลองจดจำความรู้สึก รายละเอียดของ สีหน้า อารมณ์ เพื่อใช้สำหรับในการเก็บบันทึกงานวิดีโอของพวกเรา ด้วยเหตุว่าการถ่ายงานลักษณะนี้มักจะต้องเข้าใจในเรื่องอารมณ์สำหรับการพรีเซ็นท์ด้วย

3. ดูการวางเฟรมภาพ
การวางเฟรมสำหรับเพื่อการทำภาพยนตร์มีหลากหลายแบบมาก มากจนถึงที่พวกเราทดลองเอามุมไปใช้ถ่ายงานวิดีโอเราได้นะ อย่างมุมกล้องของการเล่าเรื่องท่องเที่ยว หรือเล่าบรรยากาศในเมือง เราแค่สังเกตว่าในเรื่องจัดเฟรมภาพ จัดมุมกล้องถ่ายภาพยังไง แล้วลองเอามาใช้ดู

4. ดูการเล่าเรื่องจากหนัง
ลำดับการเล่าเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ โดยยิ่งไปกว่านั้นการเขียนรีวิว การใช้คำกล่าวให้น่าสนใจ และก็ต่อเนื่องเกิดเรื่องราวเดียวกัน พวกเราจำต้องให้รายละเอียดการเล่าเรื่องสโมสรกับเนื้อหาวิดีโอสำหรับในการนำเสนอ ดูหนังฟรีออนไลน์ใหม่ 2020 ซึ่งเราสามารถศึกษาจากการดูหนังได้อีกทางนึง

5. พินิจเนื้อหาในฉาก
การให้ความสนใจรายละเอียด ความถูกกันของรายละเอียดในวิดีโอเป็นสิ่งจำเป็น จำเป็นต้องให้เป็นเรื่องเดียวกัน ตีมเดียวกัน สัมพันธ์กัน ทดลองดูรายละเอียดที่ได้มาจากหนังภาพยนตร์แล้วใช้เป็นต้นแบบสำหรับในการวางเนื้อหาสำหรับในการถ่ายทำวิดีโอคอนเท้นต์เราก็ได้

6. สังเกตมุมกล้องถ่ายภาพจากหนัง
มุมกล้องถ่ายภาพสำหรับการเล่าเรื่องก็จะมีความต่างกันออกไป ถ้าหากเราชอบมมุมไหนเป็นพิเศษก็ทดลองหยิบมาใช้มองโดยจำจากการดูหนังในฉากกล้วยๆพวกเราบางครั้งก็อาจจะลองฝึกฝนถ่ายวีดีโอตามมุมที่จำมากมายจากหนัง รวมทั้งหมั่นฝึกฝนไปเรื่อยๆจะก่อให้เราชำนิชำนาญมากยิ่งขึ้น

7. พิจารณาการจัดแสงสว่าง
การถ่ายวิดิโอในบางพื้นที่พวกเรารู้อยู่แล้วหากถ่ายด้วยแสงธรรมชาติไม่เพียงพอแน่ๆ พวกเราลองศึกษามองว่าเขามีการจัดไฟลักษณะไหน หรือแสงที่ใช้เพื่อสำหรับการถ่ายทำเป็นรูปแบบไหน แล้วเอามาประยุกต์กับการถ่ายของเรา

8. พิจารณาแนวการคิดของคนทำหนัง
ท้ายที่สุดคือลองพินิจแนวคิดของผู้ที่ทำหนังมอง พวกเราจะได้ทั้งยังการจัดเตรียม มุมมอง หนังออนไลน์ฟรี การเลือกใช้สี สารพัดอย่าง แค่เพียงพวกเราพิจารณาจากการดูหนังมากเพิ่มขึ้น

การดูหนังมอบมุมมอง แล้วก็มอบไอเดียความคิดให้พวกเราได้ แต่เพียงแค่ต้องดูให้เป็นเพียงแค่นั้น แนวทางการทำหนังสักเรื่องกับกระบวนการทำวิดีโอคอนเท้นต์สักคลิป ถึงการทำงานจะไม่ค่อยเหมือนกันนัก แต่ก็มีจุดหมายเหมือนกัน คือมอบสารนั้นไปยังผู้ชม พวกเราสามารถเสนอทริคดีๆจากหนัง มาดัดแปลงให้กับงานของเราได้เพื่อเป็นแถวทางในการสร้างวิดีโอคอนเท้นต์ที่มีคุณภาพส่งไปยังผู้ชมของพวกเรา

ชี้แนะหนังดีมีประโยชน์สุดฮิตแนวคุณหมอ ครบรสทั้งยังวิชาความรู้ ความฟิน

ดูหนังออนไลน์ฟรี อยู่บ้านว่างๆมาเพิ่มพูนความรู้โดยการ ดูหนังผ่านอินเตอร์เน็ต ซีรี่ย์ออนไลน์ ที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์ กันเถิดพวกเรา สืบเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสวัววิด คนไม่ใช่น้อยจึงเริ่มมองเห็นความสำคัญของความสะอาด แล้วก็การรักษาสุขภาพร่างกายกันมากเพิ่มขึ้น ซึ่งหนังหรือซีปรี่ย์เกี่ยวกับการแพทย์นั้น นอกเหนือจากการที่จะช่วยให้พวกเรารู้เรื่องแนวทางการทำงานของหมอ การวินิจฉัยโรค การดูแลผู้เจ็บป่วย แล้วยังได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตนเอง ลักษณะของโรค อาการของโรค ผ่านการแสดงที่เสนอมาจากความจริงผ่านตัวละคร แถมพวกเรายังจะได้รู้จะโรคต่างๆที่เราอาจไม่เคยทราบจะมาก่อนจากการดูหนังได้ด้วย หนังดีๆมีสาระอย่างนี้ต้องหาดูแล้วจะมีเรื่องมีราวไหนบ้างตามมาเลยค่ะ

1. ER (Emergency Room) ทำความเข้าใจคำว่า เร่งด่วน
เจ้าตำรับซีรี่ย์ที่เกี่ยวกับแวดวงแพทย์ ซึ่งฉายมา 15 ภาค ตั้งแต่ปี 1994-2009 โดยมีดาราดังๆของฮอลลีวูดมาร่วมแสดงเยอะมาก ซึ่งเรื่องราวได้สะท้อนการเป็นแพทย์ในห้องฉุกเฉินที่แสนจะยุ่งวุ่นวาย ในทุกๆวันจะมีผู้ป่วยเร่งด่วน มาเป็นบททดลองให้กับหมอ และซีรีย์เรื่องนี้ได้สะท้อนภาพสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้พวกเราเห็นระบบสาธารณสุขของประเทศที่พัฒนาแล้ว

2. Grow Up หรือ หมอฝึกหัดประลองสนาม
ทำความเข้าใจก่อนที่จะเป็นแพทย์ และเติบโตไปด้วยกัน ซีรี่ย์ Grow ดูหนังออนไลน์ฟรี Up ผู้สร้างจากจีน ได้แตกต่างแนวทางการทำซีปรี่ย์ไปค่อนข้างมากมาย ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่ดูหนังจีนมาก่อน บางครั้งอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่กับประเด็นนี้เลยทีเดียว เนื้อเรื่อง เอ่ยถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ฝันอยากจะเป็นแพทย์ที่ดี แต่ว่าพอเพียงเข้ามาฝึกฝนการทำงานในโรงพยาบาลในเซี่ยงไฮ้แล้ว กลับพบว่าการเป็นหมอที่ดีนั้นไม่ใช่แค่การรักษาคนเพียงแค่นั้น สิ่งที่เธอจำเป็นต้องเผชิญนั้นคือ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และการทำงานที่ไม่ล้ำเส้น รวมทั้งที่สำคัญคือ การต้องเห็นคนที่ตนเองรักษาตายซึ่งๆหน้า โน่นคือบททดลองแรกเพียงแค่นั้น โดยตัวพระเอกของเรื่องก็มีมิติที่น่าดึงดูด หากแม้ตนเองจะเป็นแพทย์ แต่ว่าก็ไม่บางทีอาจรักษาช่วยชีวิตบุตรสาวผู้เดียวไว้ได้

3. ดูหนังฟรีออนไลน์ Doctor X (หมอซ่าส์จำพวกเอ็กซ์)
ศัลยแพทย์ไดมอน มิจิโกะ เป็นแพทย์มือชั้นยอดของประเทศญี่ปุ่น ที่รับงานเป็นฟรีแลนซ์ เป็นคนไม่สนใจสังคม และวัฒนธรรมในโรงพยาบาล เป็นผู้ต้านทานหัวข้อการแบ่งพรรคแบ่งพวก ที่สำคัญเป็นคนพึงพอใจแต่การรักษาโรคของคนป่วยแค่นั้น แต่ละเคสที่หมอไดมอนรักษา จะเป็นเคสที่ค่อนข้างจะยาก แม้กระนั้นไดมอนก็ผ่านมาได้เสมอ ซีปรี่ย์หัวข้อนี้ แม้ว่าจะดูเกินจริงไปนิด แม้กระนั้นเก็บประเด็นประเด็นการรักษาโรคได้ดี ที่สำคัญยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรได้น่าดึงดูดทีเดียว

4. Good Doctor (แพทย์ฟ้าประทาน)
เชื่อว่า ซีปรี่ย์หัวข้อนี้เป็นที่หนึ่งในใจใครๆหลายๆคน เนื้อเรื่องกล่าวถึงการต่อสู้ของหมอคนหนึ่งที่เป็นโรคออทิสติก มีความผิดปกติทางวิวัฒนาการ แต่ว่าเขาเป็นคนฉลาดหลักแหลม และก็มีความสามารถมากพอที่จะเป็นแพทย์ได้ แต่เขาก็สามารถทำความเข้าใจรวมทั้งดำเนินชีวิตได้อย่างคนธรรมดา ซึ่งหากคนใดกันแน่ดูประเด็นนี้แล้วจะเข้าหัวใจผู้ที่เป็นออทิสติกมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงรูปแบบการทำงานของแพทย์ ที่ต้องฝ่าฟันมรสุมต่างๆเพื่อที่จะเป็นหมอที่หนักแน่นในอนาคต

5. Beautiful Mind (เพศชายหลายมิติ)
ถ้าหมอไม่สามารถที่จะเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วย แล้วจะรักษาคนป่วยได้อย่างไร ซีรี่ย์หัวข้อนี้ เล่าถึงการต่อสู้ของแพทย์คนหนึ่ง ที่จะต้องฝึกอ่านสีหน้าท่าทางรวมทั้งอิริยาบถของคน ในระหว่างที่ตัวเองรักษาคนไข้ หมอเองก็ต้องบรรเทาและก็รักษาโรคของตัวเองที่เป็นอยู่ด้วย นอกจากนั้นซีรี่ย์ประเด็นนี้ ยังเล่าถึงแนวทางการทำธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งมิได้จำกัดเพียงแค่การให้บริการด้านการแพทย์เท่านั้น แต่ว่ายังรวมถึงสร้างสรรค์งานศึกษาเรียนรู้วิจัยการดูแลและรักษาโรค เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิบัตรต่างๆอีกด้วย

6. Doctors (ตรวจหัวใจเธอให้พบรัก)
ซีรีย์หัวข้อนี้ เล่าถึงเด็กหญิงไม่เอาถ่านคนหนึ่ง ที่มีแรงผลักดันตนเองจนสามารถเป็นหมอได้ แม้ว่าหัวข้อนี้จะมีความหวานตามสไตล์หนังรัก แม้กระนั้นก็มีแง่มุมเรื่องระบบสาธารณสุขมาให้พวกเราได้ขบคิดอีกด้วย

7. Dr. Romantic (ดร. โรแมนติก)
ซีปรี่ย์ที่เล่าราวการทำงานของแพทย์ ที่ทำให้มองเห็นมุมมองต่างๆเกี่ยวกับอุดมการณ์ รวมทั้งลักษณะการทำงานของหมอ ที่เคยอยู่ในจุดสุดยอดของชีวิต สัมผัสไปถึงจุดต่ำสุดของชีวิต และก็กล่าวถึงทุนนิยมในระบบสาธารณสุขอีกด้วย เป็ฯผลงานซีรี่ย์น้ำดีจากฝั่งประเทศเกาหลี เสนอแนะเลยจ้า หัวข้อนี้สนุกสนานมาก

8. it’s okay that’s love (หากรักกัน…มันก็โอเค)
เชื่อว่า คนอีกหลายๆคนที่มองซีรี่ย์ประเด็นนี้ต่างตรวจสอบตนเองว่า พวกเราป่วยเป็นโรคที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับจิต ไหม แล้วก็ถ้าเกิดเจ็บป่วย พวกเราจะรักษาตัวเองเช่นไร ประเด็นการป่วยทางจิตนั้น จำนวนมากชาวไทยมักไม่ค่อยรู้ แล้วก็คิดว่า การพบจิตแพทย์นั้นไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ที่จริงแล้ว การเจอจิตแพทย์ นั้นนับว่าเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะผู้ที่มีความตึงเครียด อาการซึมเซา ครั้งคราวการป่วยทางจิตใจมิได้มาจากภาวะจิตใจ แต่ว่ามาจากลักษณะการทำงานของสมองที่บกพร่อง สรุปว่า การพบจิตแพทย์ ไม่ใช่เรื่องที่น่าสยดสยอง ผู้ใดต้องการประเมินตัวเองก็ทดลองโทรไปที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ดูซิเพื่อถามอาการเบื้องต้นได้ มองเห็นไหม ว่าการดูหนังนอกจากจะบันเทิงใจแล้วยังรู้เรื่องรู้ทางด้านการแพทย์มาดูแลตนเองและคนที่พวกเรารักได้อีกด้วยนะ